กลุ่ม D
ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี 1904 ในช่วงที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 1904 โดยพวกเขาลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับทีมชาติเบลเยี่ยมในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 1904 ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1905 ฝรั่งเศส ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ พาร์กส์ เดส์ แพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500 คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 1-0
ในปี 1930 ฝรั่งเศส เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ อุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของ "เลส์ เบลอส์" พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ถล่ม เม็กซิโก 4-1 โดย ลูเซียง โลร็องต์ ที่เป็นผู้ยิงประตูโทนของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ ฝรั่งเศส กลับปราชัย 1-0 ใน 2 เกมต่อมากับ อาร์เจนตินา และ ชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
ในปี 1934 ฝรั่งเศส ยังคงต้องผิดหวังต่อไปเมื่อตกรอบแรกด้วยน้ำมือของ ออสเตรีย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีอย่างผิดหูผิดตาในครั้งที่พวกเขารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1938 หลังจากฝ่าด่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับ อิตาลี 3-1
ในยุคทศวรรษที่ 1950 นับเป็นยุคทองของวงการลูกหนังเมืองน้ำหอมจากการแจ้งเกิดของสตาร์ดังอย่าง ชุสต์ ฟงแต็น เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก และ เรย์มงด์ โกปา ตำนานดาวยิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ เรอัล มาดริด ในปี 1958 ฝรั่งเศส คว้าอันดับ 3 จากการถล่ม เยอรมันตะวันตก 6-2 โดย ฟงแต็น ยิงคนเดียว 4 ประตู
ในปี 1960 ฝรั่งเศส รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นครั้งแรก แต่พวกเขากลับทำได้แค่อันดับ 4 หลังจากแพ้ เช็กโกสโลวาเกีย 2-0 แต่หลังจากนั้น "ตราไก่" กลับดำดิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้งรวมถึงความล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันระดับเมเจอร์หลายรายการ โดยพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป้นอันได้เลยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970
ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 1980 ฝรั่งเศส กลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง จากการนำทัพของ มิเชล พลาตินี่ ตำนานเพลย์เมกเกอร์จอมคลาสสิก และ มิดฟิลด์ 3 ทหารเสืออย่าง ฌอง ติกาน่า, อแล็ง ชิแรสส์ และ หลุยส์ แฟร์กน็องเดซ ที่ประสานงานร่วมกันจนถูกขนานนามว่า "สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ (Magic Square)" พวกเขาพาพลพรรค "เลส์ เบลอส์" คว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับนานาชาติได้สำเร็จในศึกยูโร 1984 ที่ ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ โดย พลาตินี่ ระเบิดฟอร์มเก่งถล่มประตูเป็นว่าเล่นจนคว้ารางวัลดาวซัลโวที่จำนวน 9 ประตู รวมถึงหนึ่งในประตูในเกมที่ชนะ สเปน 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ
นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ฝรั่งเศส ยังสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิก เกมส์ ปี 1984 ก่อนที่จะคว้าแชมป์ อาร์เตมีโอ ฟรังคี่ โทรฟี่ ( ก่อนจะกลายมาเป็น ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ ในปัจจุบัน) ในปีถัดมา ทำให้พวกเขาถูกยกให้เป็นเต็ง 1 สำหรับการครองบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลโลกปี 1986 แต่ "ตราไก่" ยังคงต้องรอตำแหน่งแชมป์ต่อไป หลังจากทำได้แค่อันดับ 3 ด้วยการปราชัยต่อ เบลเยี่ยม 4-2
จนกระทั่งปี 1996 ฝรั่งเศส เริ่มก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดทีมของวงการลูกหนังโลก จากการที่เข้าสู่ยุคผลัดใบโดยนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามารับใช้ชาติหลายต่อหลายคน ใน ยูโร 1996 ฝรั่งเศส ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ก็ต้องจอดป้ายที่รอบตัดเชือกเช่นเดิมหลังจากแพ้ สาธารณรัฐเช็ก ต่อมาใน ฟุตบอลโลก 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ ขุนพล "เลส์ เบลอส์" ระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการถล่ม บราซิล เจ้าพ่อฟุตบอลโลก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่
2 ปีต่อมา ฝรั่งเศส ยังคงรักษาความร้อนแรงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินหน้าสู่บัลลังก์แชมป์ยูโร 2000 ด้วยการคว้าชัยเหนือ อิตาลี 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ภายใต้การบัญชาเกมของ ซีเนดีน ซีดาน อดีตยอดกองกลางจอมเทคนิค ทำให้พวกเขาทำสถิติเป็นชาติแรกที่ครองแชมป์ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรตั้งแต่ที่ เยอรมันตะวันตก เคยทำได้เมื่อปี 1974 นอกจากนี้ "ตราไก่" ยังกระโดดขึ้นไปรั้งอันดับ 1 ในการจัดอันดับเวิลด์ แรงกิ้ง ของ ฟีฟ่า อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ฝรั่งเศส เริ่มจะกลับสู่ความตกต่ำอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2002 ได้สำเร็จแต่ที่น่าช็อกกว่านั้นคือพวกเขาต้องจอดป้ายที่รอบแรกเท่านั้น ก่อนที่ผลงานจะกระเตื้องขึ้นมาใน ยูโร 2004 โดย "ตราไก่" ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองฯ แต่ก็ปราชัยต่อ กรีซ เจ้าของแชมป์ในเวลาต่อมา
ในปี 2006 ฝรั่งเศส เกือบจะไม่ผ่านไปเล่นในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2006 แต่ยังดีที่บรรดาแข้งเก๋าที่เคยประกาศตัดสินใจอำลาทีมชาติเปลี่ยนใจกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในรอบสุดท้ายหลังจากกรุยทางไปจนถึงรอบชิงฯได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแพ้ อิตาลี ในการดวลจุดโทษ 5-3 ไปอย่างน่าเสียดาย 2 ปีต่อมาใน ยูโร 2008 "ตราไก่"ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งหลังจากตกรอบแรกเนื่องจากถูกจับให้อยู่ใน "กรุ๊ป ออฟ เดธ" โดยมี ฮอลแลนด์, อิตาลี และ โรมาเนีย เป็นสมาชิกร่วมกลุ่ม
มาถึงฟุตบอลโลก 2010 ฝรั่งเศส ทำได้ผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานอีกครั้ง หลังจากถูกเขี่ยร่วงรอบแรกอีกครั้ง โดยในระหว่างการแข่งขัน นิโกล่าส์ อเนลก้า ถูกส่งตัวกลับประเทศจากการแสดงความไม่พอใจ เรย์มงด์ โดเมอเน็ค ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนักเตะ, สตาฟฟ์โค้ช และ เจ้าหน้าที่สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส โดยขุนพล "เลส์ เบลอส์" ตัดสินใจที่จะบอยค็อตต์การฝึกซ้อมทันที และเรื่องราวก็ลุกลามใหญ่โตกว่าเดิมหลังจบการแข่งขัน โดย โดเมอเน็ค เป็นฝ่ายที่ต้องอำลาตำแหน่งไป
ทีมชาติอังกฤษ จัดเป็นทีมชาติที่เก่าแก่ที่สุดของโลกร่วมกับทีมชาติสกอตแลนด์ ที่จัดตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กัน โดย สมาคมฟุตบอล จัดเกมระหว่าง 2 ชาติ ในวันที่ 5 มีนาคม ปี 1870 จากนั้นวันที่ 30 พฤศจิกายน 1872 ตัวแทนทีมชาติสกอตแลนด์ จัดเกมกับทีมชาติอังกฤษ ที่ แฮมิลตัน เครสเซนท์ ถือเป็นเกมระดับนานาชาตินัดแรก เพราะทั้งสองทีมถูกเลือก และปฏิบัติการแยกกัน โดยอิสระ ไม่ใช่ทำงานในสมาคมเดียว จากนั้นตลอด 40 ปีถัดมา อังกฤษ จะจัดเกมพิเศษ "บริติช โฮม แชมเปี้ยนชิพ" ระหว่างพวกเขา, สกอตแลนด์, เวลส์ และ ไอร์แลนด์
แรกเริ่มเลยนั้น ทีมชาติอังกฤษ ไม่มีสนามเหย้าถาวร พวกเขาเข้าเป็นสมาชิก ฟีฟ่า ปี 1906 และได้ลงเล่นเกมนานาชาติกับประเทศอื่น นอกเหนือจากในศึก "บริติช โฮม แชมเปี้ยนชิพ" เป็นครั้งแรก ในการแข่งขันรายการของ เซนทรัล ยุโรป ปี 1908 จากนั้นปี 1923 มีการเปิดใช้สนามเวมบลีย์ ที่เป็นบ้านของทีมชาติอังกฤษ มาจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี อังกฤษ เคยมีปัญหากับ ฟีฟ่า และถอนตัวไปในปี 1928 ก่อนกลับเข้าร่วมใหม่ในปี 1946 ทำให้ไม่ได้เล่นฟุตบอลโลก จนกระทั่งปี 1950 ที่พวกเขาแพ้ สหรัฐอเมริกา 0-1 เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา
วันที่ 21 กันยายน 1949 ทีมชาติอังกฤษ แพ้ทีมที่ไม่ใช่ทีม สหราชอาณาจักร ในบ้านตัวเองเป็นครั้งแรก หลังจากโดน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ชนะ 2-0 ที่ กูดิสัน พาร์ค ขณะที่ความพ่ายแพ้ 6-3 ต่อ ฮังการี ปี 1953 เป็นความพ่ายแพ้ต่อทีมนอกจากเกาะอังกฤษ คาสนาม เวมบลีย์ ครั้งแรก เท่านั้นไม่พอ พวกเขายังแพ้ ฮังการี เละเทะ 7-1 ในเกมที่พวกเขาต้องเป็นฝ่ายบุกไปเยือนบ้าง ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ที่ยับเยินที่สุดของพวกเขา
ในฟุตบอลโลก ปี 1954 ที่ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเจ้าภาพ ไอเวอร์ บรัวดิส ยิง 2 ลูกเกมเสมอ เบลเยียม 4-4 ทำให้เขาเป็นนักเตะคนแรกที่ยิง 2 ลูกใน 1 เกม ในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย โดยความจริงเกมนี้ แนต ล็อฟท์เฮาส์ ก็ยิง 2 ลูก แต่ บรัวดิส ยิงลูกที่ 2 ได้ก่อน ขณะที่ผลงานของทีมชาติอังกฤษ ในเวิลด์ คัพ หนนี้ พวกเขาเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก แต่ก็โดน อุรุกวัย ขยี้ 4-2 ตกรอบในที่สุด
ปี 1946 วอลเตอร์ วินเทอร์บอตท่อม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทีมชาติอังกฤษแบบฟูล-ไทม์เป็นคนแรก ถึงกระนั้นนักเตะยังถูกเลือกโดยคณะกรรมการฯ จนกระทั่งยุคที่ อัลฟ์ แรมซี่ย์ คุมทีมปี 1963 ที่ใน 3 ปีต่อมา พาทีมคว้าแชมป์โลกจากการต่อเวลาชนะ เยอรมันตะวันตก 4-2 คว้าแชมป์โลกสมัยแรก (และสมัยเดียว) ในบ้านตัวเอง โดยมีช่วงเวลาน่าจดจำจากแฮตทริกของ เจฟฟ์ เฮิร์ส และลูกยิงชนคานที่ยังถกเถียงกันอยู่เลยว่าเข้า-ไม่เข้า
ทีมชาติอังกฤษ ผ่านไปเล่นฟุตบอลโลก 1970 ที่ เม็กซิโก ในฐานะแชมป์เก่า และเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะโดนอริเก่า เยอรมันตะวันตก เตะตกรอบ ทั้งที่นำ 2-0 แต่กลับแพ้ 3-2 หลังต่อเวลาพิเศษ และหลังจากไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในอีก 4 ปีถัดมา อัลฟ์ แรมซี่ย์ ก็โดนปลดออกไป และพวกเขาก็ยังอดไปเล่นฟุตบอลโลก 1978 อยู่ดี ก่อนที่ รอน กรีนวู้ด จะพาทีมไปเล่นรอบสุดท้ายที่ สเปน ปี 1982 แต่ตกรอบแบ่งกลุ่ม รอบสอง แบบไม่แพ้ใคร โดยเสมอ เยอรมันตะวันตก กับเจ้าภาพสเปน 0-0 ทั้งสองนัด
ทีมชาติอังกฤษ ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดในสมัยการคุมทีมของ บ๊อบบี้ ร็อบสัน ที่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เวิลด์ คัพ ปี 1986 ก่อนจะแพ้ อาร์เจนตินา 2-0 ในเกมที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า สร้างตำนาน "หัตถ์พระเจ้า" และลูกโซโล่เดี่ยวกลางสนามไปยิงผ่าน ปีเตอร์ ชิลตัน อย่างไรก็ตาม อังกฤษ กลับแพ้รวดในฟุตบอลยูโร 1988 ก่อนแก้ตัวได้ในฟุตบอลโลก 1990 ที่ อิตาลี ที่พวกเขาได้อันดับ 4 โดยแพ้ เยอรมันตะวันตก เจ้าเก่า ในการดวลจุดโทษ 3-4 หลังเสมอ 1-1 ในเวลา 120 นาที
ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นช่วงที่ทีมชาติอังกฤษ เปลี่ยนตัวกุนซือบ่อย พวกเขามีผู้จัดการทีมชาติถึง 4 คน แต่ละคนคุมทีมช่วงสั้นๆ ตั้งแต่ เกรแฮม เทย์เลอร์ ที่มารับช่วงต่อจาก บ๊อบบี้ ร็อบสัน และฝากผลงานงามหน้าชิ้นโบดำจากการไม่สามารถพาทีมไปเล่นฟุตบอลโลก ปี 1994 ที่ อเมริกา จากนั้นเป็น เทอร์รี่ เวนาเบิ้ล มาคุมทีมลุยยูโร 1996 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง และเข้าถึงรอบตัดเชือก ซึ่งทีมที่เขี่ยพวกเขาตกรอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ... ทีม "อินทรีเหล็ก" เยอรมัน ที่ชนะการดวลเป้า ก่อนก้าวไปคว้าแชมป์มาครองในบั้นปลาย
แม้ผลงานดีแต่ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ก็จำใจลาออกไปหลังจากโดนสอบสวนกิจกรรมทางการเงิน และเป็น เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ที่มาคุมทีมต่อ แต่พาทีมเล่นเวิลด์ คัพ ปี 1998 ที่ทีมตกรอบสอง จากการแพ้จุดโทษ (อีกครั้ง) อาร์เจนตินา เขาก็มีอันระเห็จออกไปด้วยปัญหานอกสนามแบบ เวนาเบิ้ลส์ เปิดช่องให้ เควิน คีแกน ได้เข้ามาพาทีมไปเล่นฟุตบอลยูโร 2000 ซึ่งทีมชาติอังกฤษ ผลงานไม่เอาอ่าวจน คีแกน ลาออกหลังจากนั้น
ปี 2001 เกิดการเปลี่ยนแปลงในหน้าประวัติศาสตร์ทีมชาติอังกฤษ เมื่อ สเวน โกรัน อีริคส์สัน ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมชาติ ทำให้เขาเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษที่เป็นชาวต่างชาติคนแรก และ สเวน เป็นที่รัก และได้รับการสนุนจากแฟนๆ แม้จะโดนกระแสสื่อเล่นงาน และตามรังควานชีวิตส่วนตัวอย่างหนัก กุนซือชาวสวีเดน พาทีมชาติอังกฤษ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2002 และรอบเดียวกันในเวิลด์ คัพ ปี 2006 โดยช่วงที่เขาคุมทีมนั้น อังกฤษ แพ้ในเกมแข่งที่มีความหมายเพียง 4 นัด และทีมชาติอังกฤษ ทะยานไปอยู่อันดับ 4 ของโลก ทำให้ เอฟเอ ขยายสัญญาให้ 2 ปี แต่โดนยกเลิกไปหลังฟุตบอลโลก 2006
สตีฟ แม็คคลาเรน ได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนใหม่ แต่ก็ล้มเหลว เมื่อไม่สามารถพาทีมชาติอังกฤษไปเล่นฟุตบอลยูโร 2008 ได้ ทำให้โดน เอฟเอ สั่งปลดออกจากแหน่ง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2007 รวมทำงานได้แค่ 16 เดือนเท่านั้น ทำให้ แม็คคลาเรน จากไปพร้อมสถิติการเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ที่มีอายุทำงานสั้นที่สุดนับตั้งแต่มีการแต่งตั้งผู้จัดการทีมชาติในปี 1946 เป็นต้นมา
วันที่ 14 ธันวาคม 2007 เอฟเอ เลือก ฟาบิโอ คาเปลโล่ โค้ชชาวอิตาเลียน อดีตกุนซือเรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, โรม่า มาคุมทีมแทน แม็คคลาเรน ประเดิมเกมแรกด้วยการเฉือนชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 2-1 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2008 โดยทีมชาติอังกฤษในยุคของ คาเปลโล่ พวกเขาเข้ารอบฟุตบอลโลก 2010 ด้วยการแพ้เพียงนัดเดียว นอกนั้นชนะหมด รวมถึงชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือ โครเอเชีย 5-1 ที่ เวมบลีย์ ที่รับประกันว่าพวกเขาได้ไปเล่นรอบสุดท้ายที่ แอฟริกาใต้ แน่นอนแล้วแม้จะเหลือเกมอีก 2 นัด ชนิดไม่เคยมีกุนซือคนไหนทำได้มาก่อน อย่างไรก็ตาม อังกฤษ ผ่านรอบแรกแบบหืดจับ หลังเสมอ 2 นัดแรก และถูกตั้งประเด็นเรื่องทีมสปิริต, แท็กติก และ ความสามารถในการรับมือกับแรงกดดัน สุดท้ายก็โดน เยอรมัน (เจ้าเก่า) ไล่ต้อน 4-1 ตกรอบ 2 แบบย่อยยับที่สุดในการเล่นฟุตบอลโลก

ทีมชาติยูเครน ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 1991 หลังจากประเทศยูเครนแยกตัวออกมาจากสภาพโซเวียต แต่จริงๆ แล้ว ยูเครนเคยมีทีมชาติของตัวเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ ระหว่างปี 1925-1935 ในนามของทีมชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน แต่ไม่เป็นที่ยอมรับจากสมาคมฟุตบอลของประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับทีมของชาติต่างๆ ในสภาพโซเวียตเช่นกัน ทำให้ทีมชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน ต้องยุบไปในปี 1935 หลังจากนั้นมีนักเตะหลายคนที่ได้เล่นต่อให้กับทีมชาติสภาพโซเวียต และกลายเป็นกำลังสำคัญช่วยให้โซเวียตคว้าแชมป์ศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 1960 ตามด้วยรองแชมป์อีก 3 สมัย ในปี 1964, 1972 และ 1988
หลังแยกตัวออกมาจากสภาพโซเวียตเป็นที่เรียบร้อย ทีมชาติยูเครน ได้ลงเล่นเกมแรกเจอกับทีมชาติฮังการี ในวันที่ 29 เมษายน ปี 1992 อย่างไรก็ตาม สหพันธ์ฟุตบอลยูเครนไม่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ทันเวลาเข้าร่วมแข่งขันศึกฟุตบอลโลก 1994 รอบคัดเลือก ขณะที่นักเตะชั้นนำเชื้อสายยูเครนในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รวมถึง อังเดร คานเชลสคิส, วิคเตอร์ โอน็อปโก้, เซอร์เก ยูราน และ โอเล็ก ซาเลนโก้ เลือกเล่นให้กับทีมชาติรัสเซีย ซึ่งเป็นทีมที่สืบทอดโดยตรงจากทีมชาติสภาพโซเวียต
ทีมชาติยูเครน เริ่มตั้งตัวได้อย่างจริงจังในช่วงปลายปี 1994 และในปีต่อๆ มา พวกเขาผลิตนักเตะมากพรสวรรค์ออกมาได้หลายคน อย่างเช่น อังเดร เชฟเชนโก้, อนาโตลี ติมอสชุค และ เซอร์เก เรบรอฟ อย่างไรก็ตาม ยูเครน ไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของรายการใหญ่ๆ ได้เลยตลอดช่วงเวลาก่อนถึงปี 2005 โดยสามารถทะลุเข้ารอบเพลย์ออฟได้ถึง 3 ครั้ง หลังจากคว้าอันดับ 2 ของกลุ่มในรอบคัดเลือกได้ แต่ต้องพลาดหวังไปอย่างน่าเสียดาย เริ่มจากการพ่ายทีมชาติโครเอเชีย ในศึกฟุตบอลโลก 1998 รอบเพลย์ออฟ โซนยุโรป และพ่ายทีมชาติสโลวีเนีย ในรอบเพลย์ออฟ ศึกยูโร 2000 ก่อนจะมาแพ้ทีมชาติเยอรมนี ในศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก
หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในศึกยูโร 2004 รอบคัดเลือก ทีมชาติยูเครน ได้แต่งตั้ง โอเล็ก บล็อกกิ้น เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ แม้ว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะสร้างความเคลือบแคลงสงสัย เนื่องจากเขาไม่มีเกียรติประวัติในฐานะโค้ชมากนัก ประกอบกับมีกระแสเรียกร้องโค้ชชาวต่างชาติ แต่ยูเครน สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยรับประกันพื้นที่ในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ด้วยการบุกไปเสมอกับ จอร์เจีย 1-1 ในรอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม 2 เมื่อวันที่ 3 กันยายน ปี 2005 แม้จะเก็บเพิ่มได้เพียง 1 คะแนนในอีก 2 นัดที่เหลือก็ตาม
ในศึกฟุตบอลโลก 2006 ยูเครน ถูกจับสลากแบ่งสายอยู่ในกลุ่ม เอช ร่วมกับ สเปน, ตูนิเซีย และซาอุดิอาระเบีย แต่ต้องประเดิมเกมแรกในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย อย่างเจ็บปวด เมื่อโดนสเปน ไล่ถลุงไปถึง 4-0 แต่พวกเขาไม่ย่อท้อและสามารถเอาชนะอีก 2 ทีมที่เหลือได้ พร้อมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปเจอกับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเข้ามาในฐานะแชมป์กลุ่ม จี แต่ยูเครน สามารถดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ หลังเสมอกันในเวลา 0-0 อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องจอดป้ายในรอบก่อนรองชนะเลิศ หลังจากพ่ายอิตาลี ไป 3-0 ก่อนที่พลพรรค "อัซซูรี่" จะทะลุเข้าไปจนคว้าถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ มาครองได้
สำหรับในศึกยูโร 2012 ครั้งนี้ ยูเครน ได้สิทธิ์ผ่านเข้ามาเล่นในฐานะเจ้าภาพร่วมกับโปแลนด์ ซึ่งนับเป็นศึกยูโร รอบสุดท้าย ครั้งแรกของพวกเขา โดยถูกจับสลากอยู่ในกลุ่ม ดี ร่วมกับ อังกฤษ, สวีเดน และฝรั่งเศส ขณะที่ผลงานการอุ่นเครื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้วนั้นไม่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีนัก แต่ยังสามารถยันเสมอกับทีมชาติเยอรมนี ได้ 3-3 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ทีมชาติสวีเดน นับเป็นอีกหนึ่งทีมลูกหนังแถวหน้าของวงการลูกหนังยุโรป โดยพวกเขาเคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่อปี 1934 ซึ่งหลังจากนั้น พลพรรคลูกหนังแดนไวกิ้ง ก็ได้ผ่านเข้าไปอวดโฉมเพลงแข้งในศึกเวิลด์ คัพ รอบสุดท้ายรวม 11 สมัย โดยพวกเขาทำผลงานดีสุดด้วยการคว้าตำแหน่งรองแชมป์มาครองในปี 1958 และคว้าอันดับ 3 ในปี 1950 และ 1940 อีกทั้งพวกเขายังเคยผ่านเข้าถึงศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้ายอีก 4 สมัย ซึ่งผลงานดีสุดคือการผ่านด่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ในปี 1992 นอกจากนั้น สวีเดน ยังเคยคว้าเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิก 1948, เหรียญทองแดง ในปี 1924 และ 1952
ตามปกติแล้ว ทัพลูกหนังชาวสวีดิช เป็นคู่อริกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างเดนมาร์ก และนอร์เวย์ อย่างไรก็ดี มีหลายประเทศที่กลายมาเป็นคู่อริสำคัญของพวกเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2010 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ลาร์ส ลาเกอร์บัค ต้องสละเก้าอี้ออกจากตำแหน่งกุนซือ ก่อนที่ เอริก ฮามเรน เข้ามาทำหน้าที่จนถึงปัจจุบัน โดยมีซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าร่างใหญ่เป็นดาวเด่น รวมถึงรั้งตำแหน่งรองกัปตันทีม ส่วนตำแหน่งรองกัปตันนั้น ตกเป็นของอันเดอร์ส สเวนส์สัน มิดฟิลด์ประสบการณ์สูง
เครดิต
http://www.siamsport.co.th/