ข้อมูลทีมกลุ่ม A
ทีมชาติกรีซ มีผลงานในวงการฟุตบอลระดับโลกที่ไม่สวยงามนักในยุคก่อน โดยพวกเขาได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ใหญ่เพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือศึกยูโร 1980 และฟุตบอลโลก 1994 จนกระทั่งมาถึงศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส กรีซ ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนด้วยการคว้าแชมป์มาครองอย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่พวกเขาเป็นเพียงม้านอกสายตาที่มีอัตราต่อรองการคว้าแชมป์อยู่ที่ 80-1 ถึง 150-1 เลยทีเดียว โดยในรายการนั้นทีมแห่งดินแดนเทพนิยายทำผลงานเอาชนะตัวเต็งอย่าง ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส ได้สำเร็จ
นับตั้งแต่ได้แชมป์ยูโร 2004 เป็นต้นมา กรีซ ก็อยู่ใน 30 อันดับแรกของการจัดอันดับโลกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มาตลอด โดยหลุดไปเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น และเคยขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่อันดับ 8 ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2008 และช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2011
ในรอบแบ่งกลุ่มศึกยูโร 2004 กรีซ ได้ลงเล่นนัดเปิดสนามกับ โปรตุเกส และพวกเขาก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะเจ้าภาพ 2-1 ก่อนที่จะเสมอ สเปน 1-1 ในนัดที่ 2 และปิดท้ายด้วยการแพ้ต่อรัสเซีย 1-2 แต่ก็ยังดีพอที่จะได้ผ่านเข้าสู่ร็อบน็อคเอาต์ จากผลต่างประตูได้-เสียที่เหนือกว่า "กระทิงดุ" ซึ่งมี 4 คะแนนเท่ากัน
ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย กรีซ เจอกับ ฝรั่งเศส แชมป์เก่าของรายการ และพวกเขาก็พลิกล็อกเอาชนะได้สำเร็จประตูชัยของ อันเจลอส ชาริสเตอัส ในนาทีที่ 65 และทำให้ขุนพลแข้งจากแดนเทพนิยายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถเอาชนะทั้งเจ้าภาพและแชมป์เก่าได้ในรายการเดียวกัน
ในรอบรองชนะเลิศ กรีซ เจอกับ สาธารณรัฐเช็ก ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงอย่างสุดขีดในเวลานั้น และเป็นตัวเต็งที่จะซิวแชมป์ ทว่าพวกเขาก็มาเจอทีเด็ดของทีมม้านอกสายตาซึ่งได้ประตูชัยซิลเวอร์โกลในช่วงต่อเวลาพิเศษจากลูกโหม่งของ ตรายานอส เดลลาส ส่งผลให้ขุนพลแข้งจากเอเธนส์ได้เข้าชิงชนะเลิศอย่างเหนือความคาดหมาย
ในรอบชิงชนะเลิศ โปรตุเกส ได้รับความคาดหมายว่าจะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ในบ้านของตัวเอง จากความได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ทว่าในนาทีที่ 57 กรีซ ก็มาได้ประตูชัยจากลูกโขกของ ชาริสเตอัส ส่งผลให้พวกเขาเฉือนชนะ 1-0 และลูกทีมของ อ็อตโต้ เรห์ฮาเกล ได้ชูถ้วยชนะเลิศศึกยูโร 2004 อย่างสุดยิ่งใหญ่ ขณะที่ ธีโอ ซาโกราคิส กัปตันทีม กรีซ ได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง
ชัยชนะของ กรีซ ทำให้อันดับโลกของพวกเขาขยับจาก 35 ในเดือนมิถุนายน 2004 ขึ้นไปอยู่ที่ 14 ในเดือนกรกฎาคม และถือเป็นหนึ่งใจการขยับอันดับที่มากที่สุดภายในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือน นอกจากนี้แชมป์ยูโร 2004 ยังได้รับรางวัล "ทีมยอดเยี่ยมแห่งปี" ในการประกาศรางวัลลอเรอุส เวิลด์ สปอร์ตส อวอร์ด ในปี 2005 ด้วย
ในศึกฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก กรีซ อยู่ร่วมกลุ่มกับ ยูเครน, ตุรกี, เดนมาร์ก, แอลเบเนีย, จอร์เจีย และ คาซัคสถาน ทว่าพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่เยอรมันได้สำเร็จ จากการจบเพียงอันดับ 4 ของกลุ่มเท่านั้น
ในศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก กรีซ ถูกจัดให้เป็นทีมวาง ซึ่งพวกเขาอยู่ร่วมกับ ตุรกี, นอร์เวย์, บอสเนีย, ฮังการี, มอลโดวา และ มอลต้า ซึ่งเป็นเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ไม่มีทีมไหนเลยได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึกเวิลด์ คัพ 2006 และพวกเขาก็ผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียได้สำเร็จ
ในรอบแบ่งกลุ่มศึกยูโร 2008 กรีซ อยู่ร่วมกลุ่มกับ สวีเดน, สเปน และ รัสเซีย และพวกเขาก็ทำผลงานน่าผิดหวังอย่างยิ่งจากการพ่ายแพ้รวดทั้ง 3 นัด และยิงได้เพียงประตูเดียวเท่านั้น และกลายเป็นแชมป์เก่าทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถเก็บได้เลยแม้แต่แต้มเดียวในศึกยูโรครั้งถัดไป
ในศึกฟุตบอลโลก 2010 กรีซ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้อย่างไม่ยากเย็น จากฟอร์มอันร้อนแรงของ ธีโอฟานิส เกคัส ที่ยิง 10 ประตูในรอบคัดเลือก ทำให้ได้อันดับ 2 ของกลุ่ม และเข้าไปเพลย์-ออฟกับ ยูเครน ซึ่งพวกเขาเฉือนชนะ 1-0 ได้ไปเล่นที่ประเทศแอฟริกาใต้
กรีซ อยู่ร่วมกลุ่ม บี กับ อาร์เจนตินา, เกาหลีใต้ และ ไนจีเรีย และพวกเขาก็ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ได้สำเร็จ เมื่อจบเพียงแค่อันดับ 3 ของกลุ่มเป็นรอง "ฟ้า-ขาว" และ "โสมขาว" ทำให้ต้องตกรอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย และหลังจากศึกเวิลด์ คัพ 2010 ทีมจากแดนเทพนิยายขยับจากอันดับ 13 ขึ้นไปอยู่อันดับ 12 ของโลก
ในศึกยูโร 2012 รอบคัดเลือก กรีซ ภายใต้การนำทีมของ แฟร์นันโด ซานโต๊ส เทรนเนอร์ชาวโปรตุเกส ทำผลงานยอดเยี่ยม ชนะ 7 เสมอ 3 จาก 10 นัด ซึ่งพวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มกับ โครเอเชีย, อิสราเอล, ลัตเวีย, จอร์เจีย และ มอลต้า
ในการแข่งขันรอบสุดท้าย กรีซ อยู่ร่วมกลุ่ม เอ กับ โปแลนด์ เจ้าภาพร่วม, รัสเซีย และ สาธารณรัฐเช็ก และต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะสามารถสร้างเทพนิยายอีกครั้งได้หรือไม่ในทัวร์นาเมนต์ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม
โปแลนด์ หวังที่จะสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ทัวร์นาเมนต์สำคัญของโลกให้ได้เป็นครั้งแรกกับการเป็นเจ้าภาพร่วมในศึก ยูโร 2012 หลังจากที่เคยทำผลงานดีสุดด้วยการคว้าอันดับ 3 ในศึกฟุตบอลโลก 1974 และ 1982 รวมทั้งคว้าเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 1972 ส่วนในศึก ยูโร เพิ่งมีโอกาสเข้าเล่นรอบสุดท้ายครั้งแรกเมื่อปี 2008 แต่ก็ต้องร่วงตกรอบแรก
ขณะที่การเข้าร่วมทำศึก ยูโร 2012 ไม่ต้องลงเล่นในรอบคัดเลือก เพราะได้เล่นรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติในฐานะชาติเจ้าภาพร่วม แต่ก็ลงสนามเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเอาชนะทีมแกร่งอย่าง ไอวอรี่โคสต์, นอร์เวย์ และ อาร์เจนตินา ได้ในเกมอุ่นเครื่อง รวมทั้งเสมอกับ เยอรมัน และ กรีซ แต่ก็ไม่มีความคงเส้นคงวา เมื่อแพ้ทีมรองบ่อนอย่าง ลิทัวเนีย 0-2
ทีมชาติรัสเซีย ผ่านเข้าถึงศึก ยูโร รอบสุดท้าย มาแล้ว 5 สมัย ในปี 1992, 1996, 2004, 2008 และ 2012 โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และในครั้งนี้ ทัพ "หมีขาว" ก็หวังที่จะทำผลงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม หากนับในสมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต ด้วยนั้น พวกเขาเคยคว้าแชมป์ ยูโร ครั้งแรกเมื่อปี 1960 รวมทั้งได้รองแชมป์เมื่อปี 1964, 1972 และ 1988 ก่อนที่ สหภาพโซเวียต จะแตกประเทศ และ รัสเซีย ก็ทำผลงานได้ไม่ดีนักในระดับนานาชาติ โดยชนะแค่นัดเดียวจาก 9 เกมในรอบสุดท้ายเมื่อปี 1992, 1996 และ 2004
สำหรับผลงานของ รัสเซีย ในศึก ยูโร 2012 รอบคัดเลือก นั้น สามารถคว้าแชมป์ กลุ่ม บี ได้สำเร็จ แม้จะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดี ด้วยการเอาชนะ อันดอร์รา ได้แค่ 1-0 และแพ้คาบ้านให้กับ สโลวาเกีย อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น พวกเขาก็เร่งฟอร์มจนสามารถคว้าแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ ด้วยการไล่ถล่ม อันดอร์รา 6-0 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปีที่ผ่านมา
ในการแข่งขันรอบสุดท้าย รัสเซีย อยู่กลุ่ม เอ ร่วมกับ โปแลนด์ เจ้าภาพร่วม, กรีซ และสาธารณรัฐเช็ก โดยขุนพล "หมีขาว" หวังสูงถึงขั้นที่จะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศให้ได้เลยทีเดียว
ทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก ปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทีมของ มิชาล บิเล็ค โดยก่อนหน้าที่จะมีการแยกตัวเมื่อปี 1992 พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ในชื่อของ โบฮีเมีย, ออสเตรีย-ฮังการี และ เช็กโกสโลวาเกีย
ภายหลังการแยกตัวในปี 1992 สาธารณรัฐเช็ก ลงเล่นทัวร์นาเมนต์สำคัญแรกคือศึกยูโร 1996 และพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นรองแชมป์ในรายการนั้น ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมนับตั้งแต่ร่วมแข่งขันมา แต่ถึงแม้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้น พวกเขากลับได้เล่นในศึกฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือทัวร์นาเมนต์ปี 2006 ซึ่งตกรอบแรก เช่นเดียวกับการเก็บกระเป๋ากลับบ้านก่อนกำหนดในศึกยูโร 2008
ในช่วงทศวรรษที่ 90 เช็กโกสโลวาเกีย ได้แตกประเทศ และกลายเป็น สาธารณรัฐเช็ก กับ สโลวาเกีย แทน โดย เช็ก ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องนัดแรกในแมตช์เยือน ตุรกี และคว้าชัยชนะ 4-1 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1994 และเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์แรกคือศึกยูโร 1996 ซึ่งในรอบคัดเลือกพวกเขาทำสถิติชนะ 6 เสมอ 3 และแพ้ 1 จบในอันดับ 1 ของกลุ่ม 5 ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ
ในศึกยูโร 1996 รอบสุดท้าย เช็ก แพ้ต่อ เยอรมัน 0-2 ในเกมแรก แต่พวกเขาก็ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จ และยังคงเดินหน้าโชว์ฟอร์มเก่งอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำทัพของยอดดาวเตะอย่าง พาเวล เนดเวด, แพทริก แบร์เกอร์ และ คาเรล โพดอลสกี้ จนทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ "อินทรีเหล็ก" แต่ก็ต้องอกหักชวดคว้าแชมป์จากประตูโกลเด้นโกล ของ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ ที่ช่วยให้ทีมของพวกเขาชนะ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษที่สนามเวมบลีย์
จากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในศึกยูโร 1996 ทำให้ เช็ก ได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม พวกเขาจบเพียงอันดับ 3 ในรอบคัดเลือก ตามหลัง สเปน และ ยูโกสลาเวีย ทำให้ต้องพลาดเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์นั้น
ในช่วงยุค 2000 เช็ก สามารถเข้าไปเล่นในศึกยูโร 2000 ที่ฮอลแลนด์และเบลเยี่ยม ได้สำเร็จ โดยในรอบคัดเลือก พวกเขามีเกมรับเหนียวแน่นเสียไปเพียง 5 ประตูเท่านั้นจาก 10 นัด แต่ในรอบสุดท้ายพวกเขาต้องโชคร้ายในการเจอกับ "อัศวินสีส้ม" เมื่อยิงชนเสาชนคานถึง 3 ครั้ง ก่อนจะแพ้ 0-1 จากลูกจุดโทษในนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะแพ้ต่อ ฝรั่งเศส 1-2 และปิดท้ายด้วยการชนะ เดนมาร์ก 2-0 ซึ่งทำให้พวกเขาต้องตกรอบแรก
เช็ก พลาดผ่านเข้าไปเล่นในศึกเวิลด์ คัพ 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อพวกเขาจบอันดับ 2 ของกลุ่มในรอบคัดเลือก ตามหลัง เดนมาร์ก และแพ้ต่อ เบลเยียม ในเกมพลย์-ออฟ อย่างไรก็ตาม จากความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้พวกเขามีการฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ และนักเตะที่เป็นแกนหลักของทีมได้แก่ เนดเวด, ยาน โคลเลอร์, มิลาน บารอส, มาเร็ค ยานคูลอฟสกี้ และ โทมัส กาลาเซ็ค รวมทั้งผู้รักษาประตูดาวรุ่งของ ปีเตอร์ เช็ก
เช็ก ยุคใหม่ทำสถิติสุดยอดระหว่างปี 2002-2003 จากการถล่มคู่แข่งถึง 53 ประตูจาก 19 นัด และไม่พ่ายแพ้ต่อทีมใดเลย รวมทั้งผ่านเข้าไปเล่นในศึกยูโร 2004 อย่างง่ายดาย ทว่าสถิติไร้ถ่าย 20 นัดของพวกเขาต้องสิ้นสุดลงจากการแพ้ต่อ ไอร์แลนด์ ในเกมอุ่นเครื่องวันที่ 31 มีนาคม 2004 และได้รับการยกย่องว่ามีโอกาสที่จะสอดแทรกคว้าแชมป์ที่ประเทศโปรตุเกสมาครองได้
เช็ก คว้าชัยชนะรวดทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งรวมถึงการเอาชนะ ฮอลแลนด์ 2-0 และการเฉือน เยอรมัน 3-2 อย่างสุดเร้าใจ ก่อนที่จะเดินหน้าเอาชนะ เดนมาร์ก ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเข้าไปเจอกับ กรีซ ม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ แต่พวกเขาก็ต้องหยุดเส้นทางเอาไว้เพียงรอบนี้เมื่อมาโดนดีจากลูกยิงซิลเวอร์โกลในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากที่มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะในแมตช์นั้นอยู่หลายครั้ง ก่อนที่ขุนพลจากแดนเทพนิยายจะผ่านเข้าไปคว้าแชมป์ยูโร 2004 ได้อย่างสุดเหลือเชื่อ
เช็ก ทำสถิติของตัวเองขึ้นใหม่ในระหว่างทำศึกฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก เมื่อพวกเขาถล่ม อันดอร์ร่า 8-1 และในแมตช์เดียวกันนั้น โคลเลอร์ ก็กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุสดตลอดกาลของทีมชาติ ด้วยจำนวน 35 ประตู และพวกเขาก็จบลงด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ก่อนที่จะเอาชนะ นอร์เวย์ ในรอบเพลย์-ออฟ ทำให้ทีมได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึกเวิลด์ คัพ เป็นครั้งแรก
เช็ก ได้รับข่าวดีเมื่อ เนดเวด ตัดสินใจกลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้ง หลังเคยประกาศเลิกเล่นเมื่อจบศึกยูโร 2004 และสมาชิกชุดสู้ศึกเวิลด์ คัพ 2006 ก็มาจากชุดปี 2004 ถึง 18 คนเลยทีเดียว ทว่าพวกเขาก็ต้องตกรอบแรกที่เยอรมันอย่างสุดเหลือเชื่อ ทั้งที่ชนะ สหรัฐฯ 3-0 ในเกมแรก แต่ก็แพ้ต่อ กาน่า และ อิตาลี ในอีก 2 นัดต่อจากนั้น และหลังจบทัวร์นาเมนต์ เนดเวด, โพดอลสกี้ และ วราติสลาฟ ล็อคเวนซ์ ต่างประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติ
หลังความผิดหวังในศึกฟุตบอลโลก เช็ก กลับมาทำได้ดีอีกครั้งในศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก จากการคว้าแชมป์กลุ่ม จบในอันดับที่เหนือกว่า เยอรมัน และในการแข่งขันรอบสุดท้าย พวกเขาเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ เจ้าภาพร่วม 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก ก่อนจะแพ้ต่อ โปรตุเกส 1-3 และถูก ตุรกี อัด 3-2 ส่งผลให้ต้องตกรอบแรกไปอย่างเหลือเชื่อ และเป็นแมตช์สุดท้ายที่ คาเรล บรูคเนอร์ คุมทีม
ในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก เช็ก ภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ ราด้า ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ จนทำให้เขาต้องถูกปลดจากตำแหน่ง และนักเตะอีก 6 คนของโทษถูกแบนจากทีมชาติ และถึงแม้มีการแต่งตั้ง อิวาน ฮาเซ็ค เข้ามาคุมทีมแทน แต่ก็ไม่สามารถนำทีมทำผลงานที่ดีได้ ส่งผลให้ทีมจบรอบคัดเลือกเพียงอันดับ 3 ของกลุ่ม อดไปเล่นรอบสุดท้ายที่แอฟริกาใต้ ก่อนที่ ฮาเซ็ค จะประกาศลาออก
เช็ก เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้งภายใต้การคุมของ มิชาล บิเล็ค โดยในศึกยูโร 2012 รอบคัดเลือก ทีมเริ่มต้นด้วยการแพ้ต่อ ลิทัวเนีย แต่พวกเขาก็คว้าชัยชนะนัดสำคัญได้ในการเจอ สกอตแลนด์ ตามด้วยชนะ ลิกเตนสไตน์ และถึงแม้แพ้ต่อ สเปน แชมป์โลก พวกเขาก็ยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นเพลย์-ออฟได้สำเร็จ และได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่โปแลนด์และยูเครน จากการเอาชนะ มอนเตเนโกร ด้วยประตูรวม 2 นัด 3-0
เครดิต
http://www.siamsport.co.th